ไอ้แหบ ข่มขืนฆ่าเด็ก 9 ขวบ พฤติกรรมเหี้ยมโหด สมควรโทษประหารสถานเดียว

เป็นอีกหนึ่งคดีสะเทือนขวัญ จนผู้คนออกมาสาปแช่งถึงความเ หี้ ย มโหดเกินคน เมื่อหนุ่มเพิ่งพ้นคุก ก่อเหตุข่มขืนแล้วฆ่าเด็กหญิงวัย 9 ขวบ ในช่วงหัวค่ำวันที่ 10 ก.พ. พื้นที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ก่อนหลบหนีไป

คนชั่วหนีลอยนวลได้ไม่นาน ตำรวจใช้เวลา 23 ชั่วโมง ติดตามจับกุมมาได้ในที่สุด คาก ร ะ ท่ อ มหลังบ้านของ “ไอ้แหบ” หรือ “อนุวัฒน์ ผลจะโป๊ะ” วัย 26 ปี ชาวบ้านมาบเชือก หมู่ 7 ต.ธงชัยเหนือ อ.ปักธงชัย ซึ่งอาศัยอยู่กับยาย พร้อมกับคำสารภาพเมาเหล้าขาวแล้วเกิดอารมณ์ลงมือกับเด็ก

เมื่อชาวบ้านทราบข่าว การจับกุม “ไอ้แหบ” จึงพากันมาโรงพักปักธงชัย จำนวนหลายร้อยคน เพราะอยากจะกระทืบ รุมประชาทัณฑ์ กับการกระทำของเดนมนุษย์ อาศัยช่วงที่พ่อแม่ของเด็กหญิงไม่อยู่บ้าน ออกไปทำงานก่อสร้าง

โดยล่อลวงไปข่มขืนในห้องน้ำ 1 ครั้ง และหลังบ้านอีก 1 ครั้ง และเมื่อเด็กหญิงร้องเสียงดังขอความ ช่ ว ย เ ห ลื อ จึงถูกทำร้ายจนแน่นิ่งหมดสติ ก่อนร่างถูกห่อด้วยผ้าห่ม นำไปทิ้งในป่าละเมาะใกล้ๆ กับบ้านของหนูน้อย

“ไอ้แหบ” บุคคลอันตรายของสังคม มีอาชีพรับจ้างเลี้ยงวัว เคยต้องโทษคดีข่มขืนเด็กชายเมื่อปี 2558 ถูกจำคุกและเพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อ 1 มี.ค.2563 ก่อนมาก่อเหตุซ้ำ ขณะดื่มเหล้าขาวกับเพื่อนๆ และเห็นเด็กหญิงวัย 9 ขวบ ซึ่งรู้จักมักคุ้น เพราะอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน จึงล่อลวงไป ข่ ม ขื นทางทวารหนัก และบีบคอจนเสียชีวิต

แม้ ยายไอ้แหบ ยืนยันหลานชายเป็นคนดี ไม่ค่อยชอบหาเรื่องกับใคร แต่จากการกระทำมันฟังไม่ขึ้น และการที่อ ย า กกลับไปติดคุกอีก อ้างว่าออกมาก็ไม่มีงานทำ ไม่มีความสุข กระทั่งกระทำกับเด็กไร้ทางสู้ บีบคอจนตาย สร้างความเศร้าเสียใจให้กับพ่อแม่เด็ก ซึ่งความเหี้ยมโหดครั้งนี้คงต้องได้รับผลกรรมที่ก่อไว้อย่างสาสม และคนในสังคมต่างเรียกร้อง ให้ประหารสถานเดียวเท่านั้น เพราะเกรงว่าจะก่อเหตุซ้ำอีก เมื่อออกจากคุก

ส่วนใหญ่พวกที่ก่อคดีข่มขืนเด็ก มีปัญหาทางจิตเป็นเรื่องที่แก้ไขและรักษาได้ยาก โดยประเทศที่เจริญแล้วใช้วิธีการควบคุมและติดตาม โดยการติดกำไล EM ตลอดชีวิต เพื่อไม่ให้ไปทำร้ายใครได้อีก

และในเรื่องนี้ทาง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีความพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการตั้งศูนย์เฉพาะกิจเฝ้าระวังความปลอดภัยของประชาชน เพื่อติดตามเฝ้าระวังบุคคลอันตราย

เพราะที่ผ่านมามีผู้ก่อเหตุ หรือก่ออาชญากรรมซ้ำจำนวนมาก อยู่นอกสายตาการตรวจสอบของคนในกระบวนการยุติธรรม อาจจะต้องแก้ หรือเสนอกฎหมายรองรับการทำงาน และดึงชุมชนมาร่วมเฝ้าระวัง

ผศ.ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล ประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตรปริญญาเอกนานาชาติ ด้านอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวกับ “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” ว่า พวกที่มีพฤติกรรมทั้งข่มขืนเด็กหรือคนแก่ เกิดจากความชอบส่วนตัวจากสิ่งที่เคยทำและมีความประทับใจ เช่น มีสัมพันธ์กับคนแก่ จนเกิดความชอบ ซึ่งปัจจุบันคนที่มีปัญหาเบี่ยงเบนลักษณะนี้มีค่อนข้างมากในสังคมไทย และคดีที่เกิดขึ้นในระยะหลังพบว่ามีการเสพยาหรือดื่มเหล้าร่วมด้วย เป็นการกระตุ้นให้ก่อเหตุ

แน่นอนหากสังเกตดีๆ จะพบว่าปัจจุบันคนที่ตกเป็นเหยื่อมีลักษณะแบบเดียวกันหมด มีทั้งเด็กและคนแก่ เนื่องจากคนที่ก่ออาชญากรรม ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก ทำให้เด็กเล็กตกเป็นเหยื่อการถูกข่มขืน กระทำชำเรามากขึ้น หรือกรณีคนแก่จะตกเป็นเหยื่อถูกจี้ชิงทรัพย์มากขึ้น เพราะสภาพร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับคนร้ายได้

จากสถิติในเมืองไทยเกี่ยวกับคดีทางเพศ ส่วนใหญ่มาจากการเสพสื่อลามกมากถึง 80% และการดื่มสุรา เสพสารเสพติด

โดยกรณี “ไอ้แหบ” ข่มขืนแล้วฆ่าเด็ก 9 ขวบ ควรประหารชีวิต เพราะที่ผ่านมาเมืองไทยหย่อนยานในเรื่องนี้มาก มีผู้ต้องขังพ้นโทษแล้วมาก่อเหตุซ้ำจำนวนมาก จากปัญหาระบบราชทัณฑ์มีความแออัด ทำให้ผู้ต้องขังได้รับโอกาสปล่อยตัวและพักโทษ ซึ่งต้องยอมรับว่าการคุมประพฤติไม่สามารถทำได้เต็มที่

“เมื่อปล่อยผู้กระทำผิดออกมา แทบจะเอาไม่อยู่ เพราะกลไกทางสังคมอ่อนแอ ในการเฝ้าดูให้การช่วยเหลือ อยู่แบบตัวใครตัวมัน และกลไกของรัฐก็มีปัญหา จะทำให้สังคมเจอปัญหาลักษณะนี้ไม่จบไม่สิ้น ก่อคดีแล้วเข้าคุก เมื่อออกมาก็ก่อคดีซ้ำอีก มีการทำผิดซ้ำๆ”

การกระทำผิดซ้ำที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในเมืองไทย เมื่อศาลมีการพิจารณาคดี ไม่นับเอาความผิดซ้ำมาพิจารณาในการลงโทษด้วย ทำให้ผู้กระทำผิดได้ใจ ตรงกันข้ามกับต่างประเทศ พยายามทำก็ทำได้

เนื่องจากมีกลไกด้วยเทคโนโลยีและนิสัยของคนต่างประเทศ จะช่วยกันดูแลและโทรแจ้ง มีระบบในการเข้าถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งระบบเครือข่ายของไทยไม่มี และไม่ได้ใช้กลไกในการป้องกันดูแลเด็กในชุมชน อาจต้องออกเป็นกฎหมายในการทำพื้นที่ให้เด็กโดยเฉพาะเหมือนต่างประเทศ เช่น การตั้งศูนย์ร่วมมือกับชุมชนให้ช่วยสอดส่องดูแล ป้องกันการก่อเหตุซ้ำ

เพราะต้องยอมรับว่าการลงโทษที่ไม่รุนแรง ทำให้คนไม่กลัว และคิดว่าติดคุกไม่นานก็ได้ออกมา จึงควรมีกลไกในการคัดเลือกนักโทษชั้นดี เนื่องจากนักโทษบางคนที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญ

เมื่ออยู่ในเรือนจำอาจทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว เพราะเกรงใจขาใหญ่ แต่เมื่อได้ลดโทษออกมาสังคมภายนอกกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก เป็นสิ่งที่ประเทศไทยควรทบทวนแก้ไข ไม่เช่นนั้นจะเกิดเหตุซ้ำๆ อีกในอนาคต อย่างคนเคยก่อเหตุข่มขืนฆ่าเด็ก เมื่อออกมาก็จะทำซ้ำอีก เพราะเป็นความชอบส่วนตัว กลายเป็นคดีสะเทือนขวัญ สมควรได้รับโทษประหารสถานเดียว.