เมื่อวันที่ 26 ม.ค. นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค.2561เป็นต้น กรมสรรพสามิตจะเริ่มเก็บภาษีสรรพสามิตจากสุราและยาสูบเพิ่มขึ้นอีก 2% ของอัตราภาษีสรรพสามิตที่เสียในปัจจุบัน เพื่อนำเงินรายได้ส่งบำรุงเข้ากองทุนผู้สูงอายุ ปีงบประมาณละไม่เกิน 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตามที่ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ กำหนดไว้ โดยเงินดังกล่าวจะนำไปจัดสรรช่วยเหลือให้แก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่อยู่ในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณของภาครัฐ ในการรองรับสังคมสูงวัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ยอมรับว่าการขึ้นภาษีดังกล่าวจะกระทบต่อต้นทุนราคาสุราและยาสูบบ้างแต่ไม่มาก เริ่มต้นแค่หลักไม่กี่สิบสตางค์ เช่น หากเดิมบุหรี่หนึ่งซองเสียภาษีสรรพสามิต 25 บาท ก็จะถูกเก็บภาษีเพิ่มอีก 50 สตางค์ ส่วนจะกระทบต่อราคาขายปลีกในท้องตลาดหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้ประกอบการและโรงงานยาสูบว่าจะยอมแบกรับภาษีที่เพิ่มขึ้นเองได้หรือไม่

อย่างไรก็ตามหากจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาจะต้องเป็นบุหรี่และสุราที่เสียภาษีตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค.2561 เป็นต้นไป ดังนั้น จึงขอเตือนให้ร้านค้าปลีก ค้าส่ง อย่าฉวยโอกาสเอาเปรียบขึ้นราคาทันที เพราะส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าสต๊อกเก่าอยู่ ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดตามกฎหมาย

รายงานข่าวจากกรมสรรพสามิตแจ้งเพิ่มว่า การเก็บภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบเพิ่มขึ้นอีก 2% ในครั้งนี้ จะครอบคลุมทั้งบุหรี่ที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล สุรา เบียร์ ไวน์ ซึ่งประเมินว่าจะทำให้มีรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นในปีนี้ประมาณ 4,200-4,600 ล้านบาท จากฐานรายได้การเก็บภาษีสุราและบุหรี่ที่อยู่ประมาณปีละ 200,000 ล้านบาท โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากมีการส่งเข้ากองทุนผู้สูงอายุ 4,000 ล้านบาท ขณะที่ส่วนเกินจะถูกนำส่งเข้าเป็นรายได้ของแผ่นดิน

ด้านรายงานข่าวจากบริษัทฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ผู้นำเข้าบุหรี่รายใหญ่ แจ้งว่า บริษัทจะไม่มีการปรับขึ้นราคาบุหรี่ที่ขายอยู่ทั้ง 23 ชนิด โดยจะขอแบกรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นไว้เอง แต่ก็ยอมรับว่าอาจทำให้กำไรของบริษัทลดลงไปบ้าง สำหรับราคาบุหรี่กลุ่มที่เกินซองละ 100 บาท จะยังอยู่ที่ซองละ 98-165 บาท กลุ่มบุหรี่ราคาปานกลางอยู่ที่ซองละ 60-99 บาท ด้านโรงงานยาสูบแจ้งว่าจะยังไม่ขึ้นราคาในช่วงนี้ แม้จะถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นก็ตาม